
คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เดินหน้าพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงานและยานยนต์ไฟฟ้า ส่งมอบ “นวัตกรรมเครื่องชาร์จไฟฟ้ากระแสตรงแบบสองทิศทาง (DC V2G Bidirectional Charger)” เทคโนโลยีขั้นสูงที่เปลี่ยนบทบาทของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จากผู้ใช้พลังงานสู่การเป็นแหล่งจ่ายพลังงานกลับคืนสู่ระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Vehicle-to-Grid : V2G) หรืออาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนศักยภาพงานวิจัยและพัฒนาของมหาวิทยาลัยในการขับเคลื่อนสังคมพลังงานสะอาดและการใช้พลังงานอย่างยั่งยืนในอนาคต

นวัตกรรมดังกล่าวเป็นผลลัพธ์จากการวิจัยและพัฒนาต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ปี โดยเริ่มต้นจากการพัฒนาระบบชาร์จพลังงานแสงอาทิตย์ในปี พ.ศ. 2547 ก่อนต่อยอดสู่ระบบจัดการแบตเตอรี่ภายในบ้านในปี พ.ศ. 2561 และประสบความสำเร็จในการพัฒนาเครื่องชาร์จ V2G ขนาด 30 กิโลวัตต์ในปี พ.ศ. 2566 ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเครื่องชาร์จรุ่นปัจจุบัน พร้อมวางแผนพัฒนากำลังคนด้านยานยนต์ไฟฟ้าในปี พ.ศ. 2569 เพื่อสร้างระบบนิเวศด้าน EV ที่สมบูรณ์แบบ

ด้านเทคนิค เครื่องชาร์จ DC V2G Bidirectional Charger ได้รับการออกแบบให้รองรับการไหลของพลังงานทั้งสองทิศทาง ทั้งการชาร์จจากระบบไฟฟ้าสู่รถยนต์ (Grid-to-Vehicle : G2V) และการจ่ายพลังงานกลับคืนสู่ระบบไฟฟ้า (Vehicle-to-Grid : V2G) ผ่านระบบแปลงพลังงานแบบ DCDC และ DCAC ที่มีความซับซ้อนและแม่นยำสูง สามารถรองรับแรงดันไฟฟ้าสูงสุด 500 โวลต์กระแสตรง (VDC) และกำลังไฟสูงสุด 60 กิโลวัตต์ ด้วยการทำงานแบบโมดูลาร์ 4 ชุด รองรับระบบไฟฟ้า 3 เฟส 230–400 โวลต์ AC ความถี่ 50 เฮิรตซ์ พร้อมหัวชาร์จมาตรฐานสากล CCS Type 2 และ Type 2 ตามมาตรฐาน IEC 62196-2


นอกจากนี้ ตัวเครื่องยังได้รับการออกแบบให้รองรับทั้งการใช้งานในภาคอุตสาหกรรม การเรียนการสอน และงานวิจัยและพัฒนา โดยสามารถใช้เป็นชุดเรียนรู้ระบบชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อศึกษาองค์ประกอบสำคัญ อาทิ SECC, EVSE Controller, IMD และ Relay ตลอดจนใช้วิเคราะห์ประสิทธิภาพการชาร์จและทดสอบสมมติฐานใหม่ในระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ อีกทั้งยังสามารถติดตั้งใช้งานได้ทั้งภายในและภายนอกอาคาร


ในด้านระบบควบคุมและความปลอดภัย เครื่องชาร์จรองรับการควบคุมผ่านหน้าจอสัมผัส (HMI) และการสั่งงานระยะไกลผ่านคอมพิวเตอร์ พร้อมระบบบันทึกข้อมูลการชาร์จอย่างละเอียด เช่น แรงดันไฟฟ้า กระแสไฟฟ้า กำลังไฟ และสถานะของแบตเตอรี่รถยนต์ (SOC) รวมถึงรองรับระบบยืนยันตัวตนด้วย RFID และมาตรฐานการสื่อสารระดับสากล ได้แก่ ISO 15118, DIN SPEC 70121 และ OCPP 1.6J เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับยานยนต์ไฟฟ้าและระบบบริหารจัดการพลังงานได้อย่างหลากหลาย
ขณะเดียวกัน ยังติดตั้งระบบป้องกันความปลอดภัยขั้นสูง อาทิ ระบบตรวจสอบค่าฉนวนไฟฟ้า (IMD), ระบบป้องกันไฟกระชาก (SPD), อุปกรณ์ตัดไฟอัตโนมัติเมื่อเกิดกระแสรั่ว (RCD Type B) และระบบเริ่มการทำงานใหม่อัตโนมัติ (Auto-Recharging) เพื่อสร้างความมั่นใจสูงสุดให้แก่ผู้ใช้งาน

โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ร่วมกับ บริษัท เอเอส เอ็นเทค จำกัด และ KBM Technologies ในรูปแบบ Consortium Project เพื่อร่วมกันพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีพลังงานสมัยใหม่ โดยตัวเครื่องได้รับการออกแบบให้อยู่ในตู้แร็กมาตรฐาน 19 นิ้ว พร้อมระบบจัดเก็บสายชาร์จและจุดทดสอบสัญญาณ Control Pilot และ Proximity Pilot สำหรับการวิเคราะห์ระบบเชิงลึก ซึ่งช่วยให้การศึกษา วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีด้าน EV มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
การส่งมอบนวัตกรรมครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มทร.ล้านนา ในการผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์จริง พร้อมสนับสนุนการพัฒนาประเทศสู่สังคมพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคตอย่างยั่งยืน
17 พฤษภาคม 2569
ผู้ชม 37 ครั้ง